Niacinamide หรืออนุพันธ์ของวิตามินบี 3 เป็นส่วนผสมอเนกประสงค์ที่ได้รับความนิยมในสกินแคร์ เพราะใช้ได้กับรูทีนหลายแบบ ตั้งแต่ผิวมัน ผิวเป็นสิวง่าย ไปจนถึงผิวที่มีสีผิวไม่สม่ำเสมอ ความเข้มข้น 5% มักถูกเลือกเพื่อให้ดูแลได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องใช้สูตรที่เข้มเกินความจำเป็น
รอยแดงกับรอยดำต่างกันอย่างไร
รอยแดงหลังสิวมักเกี่ยวข้องกับเส้นเลือดและการอักเสบที่เพิ่งสงบ ส่วนรอยดำเกิดจากเม็ดสีที่เพิ่มขึ้นหลังผิวอักเสบ ทั้งสองแบบต้องใช้เวลาและการป้องกันแดดเป็นพื้นฐาน การพยายามผลัดผิวแรง ๆ อาจทำให้รอยดูชัดขึ้นแทนที่จะจางเร็ว
Niacinamide เป็นส่วนผสมที่นิยมใช้ในสูตรดูแลสีผิวไม่สม่ำเสมอและเกราะป้องกันผิว จึงเหมาะกับการเป็นส่วนหนึ่งของรูทีนหลังสิว ไม่ใช่การลบรอยข้ามคืน
ทำไมความเข้มข้น 5% จึงน่าสนใจ
สกินแคร์ไม่จำเป็นต้องใช้เปอร์เซ็นต์สูงที่สุดเสมอ ความเข้มข้นที่พอดีช่วยให้ใช้ได้สม่ำเสมอ ซึ่งสำคัญต่อการดูแลรอยมากกว่าการทาเข้มแล้วต้องหยุดเพราะผิวไม่สบาย
ใน CHAP DEE FAST ใช้ Niacinamide 5% ร่วมกับส่วนผสมดูแลสิวและความสบายผิว จึงเหมาะกับการแต้มบนบริเวณที่มีทั้งตุ่มสิวและรอยหลังสิวในรูทีนเดียว
ใช้ร่วมกับ Salicylic Acid ได้ไหม
โดยทั่วไปสามารถพบสองส่วนผสมนี้ในสูตรเดียวกันได้ Salicylic Acid เน้นดูแลสิ่งอุดตัน ส่วน Niacinamide เน้นสมดุลผิวและความสม่ำเสมอของสีผิว เมื่ออยู่ในผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป สัดส่วนและเนื้อสูตรถูกออกแบบมาให้ใช้ร่วมกันแล้ว
หากใช้คนละผลิตภัณฑ์ ควรเริ่มทีละชิ้นและเว้นช่วงสังเกตผิว โดยเฉพาะเมื่อมีกรดผลัดเซลล์หรือสารออกฤทธิ์อื่นในรูทีนอยู่แล้ว
พื้นฐานที่ทำให้รอยสิวจางอย่างมีทิศทาง
- ไม่บีบหรือแกะสิว เพราะเป็นการเพิ่มการอักเสบ
- รักษาความชุ่มชื้นให้ผิว ไม่ปล่อยให้แห้งลอก
- ทากันแดดที่เหมาะกับผิวทุกเช้า
- ให้เวลาผิวและประเมินผลเป็นสัปดาห์ ไม่ใช่ชั่วโมง
Niacinamide 5% เป็นตัวช่วยระยะยาวสำหรับผิวหลังสิว และทำงานได้ดีที่สุดเมื่อใช้คู่กับกันแดดและการไม่รบกวนผิว
เนื้อหานี้ให้ข้อมูลเพื่อการดูแลผิวทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์ หากมีอาการรุนแรงหรือแพ้ผลิตภัณฑ์ ควรหยุดใช้และปรึกษาแพทย์


